วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

❤ การเพิ่มผลผลิต ❤



💢ความเป็นมาของการเพิ่มผลผลิต
อุตสาหกรรมการผลิตในยุคแรกจะเน้นใช้แรงงานของคนเป็นหลักโดยเริ่มต้นจากครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศซึ่งยังไม่มีแผนการเพิ่มผลผลิตแต่อย่างใดทำให้คนงานทำงานโดยไม่มีความรู้ไม่มีทักษะและไม่มีความถนัดหรือความสามารถเฉพาะทางในงานที่ทำส่งผลให้ผลผลิตตกต่ำหรือมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็นจึงต้องมีการพัฒนากระบวนการผลิตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เริ่มต้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปีพ.ศ.2454 โดยเฟรดเดอริค ดับบลิวเทเลอร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ได้ทําการศึกษาเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาเกี่ยวกับความสิ้นเปลืองวัตถุดิบและพลังงานในกระบวนการผลิตที่มีสาเหตุมาจากการที่คนงานปฏิบัติงานไม่ตรงกับความรู้ความสามารถและความถนัดตลอดจนขาดขวัญกําลังใจในการทํางานรวมถึงการบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพทําให้ผลผลิตตกต่ำเน้นหลักการบริหารแบบวิทยาศาสตร์ต้องการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของพนักงานและฝ่ายบริหารให้มองเห็นความจำเป็นในการนําหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ในการบริหารงานได้ทําการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเวลาและการเคลื่อนไหวในการทํางานของคนงานและได้ประกาศแนวทางการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ในหนังสือชื่อ Principles of Scientific Management สรุปเป็นหลักการทํางานได้ 4 ประการ คือ

💓พัฒนาระบบการผลิตด้วยการหาวิธีที่ดีที่สุด 💓
💓คัดเลือกและจัดคนเข้าทํางานให้เหมาะสมกับงาน 💓
💓จัดหาสิ่งจูงใจในการทำงาน 💓
💓เน้นความชำนาญเฉพาะอย่างและแบ่งงานกันทำ 💓




💢ความหมายของการเพิ่มผลผลิต
การเพิ่มผลผลิต (Productivity) ได้มีผู้ให้ความหมายแตกต่างกันไป ความหมายการเพิ่มผลผลิต สามารถแบ่งออกเป็น 2 แนวคิด คือ
👉การเพิ่มผลผลิตตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์
อัตราส่วนระหว่างปัจจัยการผลิตที่ใช้ไป (Input) (แรงงาน เครื่องมือ วัตถุดิบ เครื่องจักร พลังงานและอื่นๆ) กับผลผลิตที่ได้จากกระบวนการผลิต (Output) (ตู้เย็น รถยนต์ การขนส่ง) คำนวณได้จาก



👉การเพิ่มผลผลิตตามแนวคิดทางเศรษฐกิจและสังคม
การที่จะหาทางปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นอยู่เสมอโดยมีความเชื่อว่าเราสามารถทำสิ่งต่างๆ ในวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานนี้และวันพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ซึ่งเป็นความสำนึกในจิตใจเป็นความสามารถหรือพลังความก้าวหน้าของมนุษย์ที่จะแสงหาทางปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นเสมอทั้งเรื่องของการประหยัดทรัพยากรพลังงานและเงินตราที่ต้องร่วมมือปรับปรุงเร่งรัดการเพิ่มผลผลิตในทุกระดับเพื่อหาความเจริญมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยโดยรวม


สรุปว่าการเพิ่มผลผลิต (Productivity) กระบวนการในการปฏิบัติงานเพื่อให้ได้สินค้าบริการหรืองานที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าด้วยวิธีการในการลดต้นทุนลดการสูญเสียทุกรูปแบบการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมการพัฒนาศักยภาพของผู้ปฏิบัติงานในองค์กรและการใช้เทคนิคการทำงานต่างๆ เข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน




💢วัตถุประสงค์ของการเพิ่มผลผลิต
อุตสาหกรรมผลิตไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ตามจะพบว่า “วัตถุประสงค์การผลิต คือ การทำกำไรให้มากที่สุดโดยการยึดครองตลาดส่วนใหญ่ให้ได้และสามารถจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นให้ได้มากที่สุด” แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ววัตถุประสงค์ของการผลิตองค์กรผู้ผลิตต่างๆ

👉เพื่อสร้างความพอใจให้แก่ลูกค้า
👉เพื่อทำให้มีกำไรที่เหมาะสม
👉เพื่อการใช้เงินทุนในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
👉เพื่อการสร้างความพอใจให้แก่ผู้ถือหุ้น
👉เพื่อการให้รางวัลตอบแทนแก่ผู้มีส่วนร่วมอย่างเสมอภาค
👉เพื่อการปฏิบัติต่อผู้ส่งมอบและลูกค้าอย่างยุติธรรม
👉เพื่อการเป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อสังคม



💢ความสำคัญของการเพิ่มผลผลิต
การเพิ่มผลผลิตเป็นสิ่งที่ทุกคนในองค์กรต้องพยายามทำให้การผลิตขององค์กรดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะทรัพยากรต่างๆ นับวันจะขาดแคลนลงหรือลดน้อยลงไปทุกวันดังนั้นองค์กรจึงต้องพยายามหาวิธีการเพิ่มผลผลิตในทุกวิถีทางเพื่อที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการที่จะทำให้การผลิตสินค้าเพียงพอกับความต้องการของลูกค้าโดยพยายามให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุดหรือไม่มีการสูญเสียใดๆเลยในกระบวนการผลิตซึ่งก็จะเป็นการประหยัดทรัพยากรที่มีให้ใช้ได้อย่างคุ้มค่าดังนั้นความสำคัญของการเพิ่มผลผลิตมีดังนี้คือ

👉ช่วยให้คนงานได้มีส่วนร่วมในการปรับปรุงวิธีการทำงานของตนเองหรือของหน่วยงานของตน
👉ช่วยให้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาสู่กระบวนการผลิต
👉ช่วยให้มีการพัฒนาและทักษะในการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น
👉ช่วยให้ลูกค้าได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพและราคาถูก
👉ช่วยทำให้คนงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
👉ให้องค์กรสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในด้านคุณภาพและบริการ
👉ช่วยทำให้ลดต้นทุนในการผลิตสินค้าหรือบริการ




💢ประโยชน์ที่ได้รับจากการเพิ่มผลผลิต
การเพิ่มผลผลิตขององค์กรก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทางตรงและทางอ้อมการเพิ่มผลผลิตโดยรวมขององค์กรด้วยการพัฒนาคนและพัฒนางานเพื่อสร้างสรรค์ความเจริญเติบโตทางธุรกิจอย่างมีคุณภาพส่งผลให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดการค้าโลก

👉ด้านผู้บริโภค
จะได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงมีความหลากหลายมากขึ้นราคาถูกลงมีให้เลือกหลากหลายตามความต้องการมากขึ้นผู้บริโภคอาจจะได้รับประโยชน์ในด้านการบริการในรูปแบบต่างๆการปรับปรุงและการเพิ่มการบริการนั้นๆจะสะดวกสบายในการหาซื้ออีกทั้งยังมีความปลอดภัยในการใช้สินค้าและบริการ

👉ด้านพนักงาน
พนักงานถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มผลผลิตสิ่งที่จะได้รับจากองค์กรก็ คือ ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นสวัสดิการเพิ่มขึ้นมีความมั่นคงในการทำงานและในชีวิตได้เรียนรู้พัฒนาความสามารถในการทำงานในส่วนต่างๆ ได้อย่างถูกต้องสร้างความปลอดภัยกับพนักงานขณะทำงานและมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้น

👉ด้านผู้ประกอบการหรือองค์กร
ในองค์กรนั้นต้องการผลตอบแทนคือ กำไร เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจช่วยให้องค์กรสามารถผลิตและทำงานในปริมาณที่สูงขึ้นขยายธุรกิจสร้างความมั่นคงให้กับองค์กรนั้นๆการผลิตที่ได้มาตรฐานทำให้ลดความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยในการทำงานและสามารถเป็นที่ยอมรับในสากลได้ยกระดับคุณภาพสินค้าประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการอนุรักษ์พลังงานรู้จักใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและนำเทคโนโลยีด้านพลังงานเข้ามามีบทบาทในองค์กร ส่งผลให้องค์กรดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีแบบแผน รวดเร็ว และปลอดภัย

👉ด้านรัฐบาลและประเทศชาติ
เมื่อองค์กรและประชาชนที่เป็นพนักงานได้รับประโยชน์จึงทำให้รัฐบาลสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้นโครงการต่างๆ สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ประเทศชาติก็ดีขึ้นตามลำดับสามารถพัฒนาประเทศชาติทั้งทางด้านเศรษฐกิจอัตราการจ้างงานสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ในสังคม




💢ความจำเป็นในการเพิ่มผลผลิต
สภาพสังคมและเศรษฐกิจของไทยปัจจุบัน เป็นสภาพที่อยู่ในภาวะวิกฤตทั้งในด้านทรัพยากรที่ลดลงอย่างมากจากนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมามุ่งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมใหม่ทำให้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมผลผลิตด้อยคุณภาพไม่เป็นที่พอใจของผู้บริโภคซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศซึ่งมีความจำเป็นต้องนำการเพิ่มผลผลิตมาแก้ปัญหาและสร้างคุณภาพของผลิตภัณฑ์มีดังนี้

👉ทรัพยากรจำกัด การเพิ่มผลผลิตเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและนับวันจะน้อยลงให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสูญเสียน้อยที่สุด

👉การเพิ่มผลผลิตเป็นเครื่องช่วยในการวางแผนทั้งในปัจจุบันในอนาคต เช่น การกำหนดผลิตผลในสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการ เพื่อไม่ให้เกิดส่วนเกิน ซึ่งถือเป็นความสูญเปล่าของทรัพยากร

👉การแข่งขันสูงขึ้นหน่วยงานหรือบริษัทต่างๆ จะอยู่รอดได้ต้องมีการปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ การเพิ่มผลผลิตก็เป็นแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพ คุณภาพ ลดต้นทุน ทำให้เราสู้กับคู่แข่งขันได้




💢องค์ประกอบในการเพิ่มผลผลิต
องค์ประกอบในการเพิ่มผลผลิตเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากซึ่งผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึงเพราะจะส่งผลถึงภาพลักษณ์ขององค์กรและเป็นการทำกำไรที่ยั่งยืนปัจจุบันผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะคำนึงถึงแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียวมุ่งแต่จะลดต้นทุนทำให้มีการละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณต่างๆทำให้เกิดผลเสียต่อผู้ปฏิบัติงานในองค์กรผู้บริโภคดังนั้นเพื่อให้มีการดำเนินการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติโดยส่วนรวมจึงควรปฏิบัติตามองค์ประกอบทั้ง7 ประการ คือ QCDSMEE ดังนี้คือ

👉คุณภาพ (Quality)
สิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ เพราะความพึงพอใจเป็นเหตุผลสำคัญที่ช่วยในการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้า

💥ประเภทคุณภาพ
👏คุณภาพด้านเทคนิค ได้แก่ ลักษณะทางกายภาพและความสามารถในการใช้งานทีส่งผลต่อคุณภาพของสินค้าและบริการ เช่น ความแข็งแรงของผลิตภัณฑ์ ระบบป้องกันความปลอดภัย ฯลฯ

👏คุณภาพด้านจิตวิทยา ได้แก่ คุณลักษณะที่มีผลต่อจิตใจของผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการ เช่น ความสวยงามการออกแบบผลิตภัณฑ์ ภาพลักษณ์ของสินค้า ฯลฯ
👏คุณภาพด้านความผูกพันต่อเนื่องหลังการขาย เช่น การให้บริการหลังการขาย การรับประกันสินค้า
👏คุณภาพด้านเวลา เช่น อายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ความยากง่ายในการบำรุงรักษา ความรวดเร็วในการให้บริการ ฯลฯ
👏คุณภาพด้านจริยธรรม เช่น ความถูกต้องตรงตามมาตรฐานการผลิต ความจริงใจในการให้บริการ ฯลฯ

💥ความสำคัญของคุณภาพ ได้แก่ สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ช่วยในการลดต้นทุน ยกระดับความต้องการของลูกค้า ส่งมอบได้ตามเวลากำหนด และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นต้น

👉ต้นทุน (Cost)
ค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปเพื่อดำเนินการผลิตหรือบริการ เริ่มตั้งแต่การออกแบบการผลิต การตรวจสอบ การจัดเก็บ การขนส่ง และการส่งมอบลูกค้าเรียกว่า เป็นต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งประกอบด้วย

💥ต้นทุนวัตถุดิบ (Material Cost) เป็นค่าวัตถุดิบที่ซื้อมาจากหน่วยงานภายนอก เพื่อนำไปผลิตสินค้าหรือบริการ ตลอดจนค่าวัสดุต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงาน
💥ต้นทุนด้านแรงงาน (Labor Cost) คือค่าจ้างพนักงาน เพื่อทำหน้าที่ต่างๆ
💥ต้นทุนการทำงานของเครื่องจักร (Machine Operating Cost) คือค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้า โดยไม่คำนึงว่าเครื่องจักรนั้นกำลังทำงานอยู่หรือไม่

👉การส่งมอบ (Delivery)
การส่งมอบสินค้าหรือบริการให้กับหน่วยงานถัดไปซึ่งถือว่าเป็นลูกค้าของเราได้อย่างตรงเวลามีจำนวนครบถ้วน และมีคุณสมบัติตรงตามที่ลูกค้ากำหนดเป็นการช่วยให้หน่วยงานได้เปรียบในการแข่งขันการที่จะบรรลุผลสำเร็จได้นั้นหน่วยงานจะต้องมีระบบการส่งมอบภายในที่ดีเสียก่อน

💥อุปสรรคของการส่งมอบอุปสรรคที่สำคัญ คือ ความสูญเสียต่างๆมีผลกระทบต่อการส่งมอบสินค้า เช่น
👏วัตถุดิบขาด ไม่เพียงพอต่อความต้องการของฝ่ายผลิต
👏เสียเวลารอคอยข้อมูล เพื่อใช้ในการออกแบบ
👏กำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อการผลิต
👏เครื่องจักรเสีย
👏ผลิตชิ้นงานแต่ละชิ้นเสียเวลานานเกินไป
👏พนักงานมีวิธีการทำงานไม่เหมาะสม


👉ความปลอดภัย (Safety)
การสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายกับพนักงาน ซึ่งส่งผลให้มีความมั่นใจในการปฏิบัติงาน หรือหมายถึงการป้องกันการสูญเสียจากอุบัติเหตุ คือการบาดเจ็บ เจ็บป่วย ทรัพย์สินเสียหายและความสูญเสียเนื่องจากกระบวนการผลิต

💥ประโยชน์ของความปลอดภัย
ในปัจจุบันองค์กรหรือหน่วยงานมีสภาพการทำงานที่ปลอดภัย และพนักงานทุกคนทำงานด้วยความปลอดภัย จะเกิดประโยชน์ดังนี้คือ
👏ผลผลิตเพิ่มขึ้น คือ พนักงานจะมีความรู้สึกไม่หวาดกลัว หรือวิตกกังวล เมื่อมีสุขภาพแวดล้อมที่ดี มีอุปกรณ์ป้องกันอันตราย ทำงานได้เต็มที่ ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นหรือดีขึ้น
👏ต้นทุนการผลิตลดลง คือ ต้นทุนการผลิตเนื่องจากความสูญเสียต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทน ค่าบาดเจ็บไม่มี ต้นทุนการผลิตจึงลดลง
👏ทำให้องค์กรเกิดผลกำไรมากขึ้น ทำงานอย่างปลอดภัย ทำให้ผลผลิตสูงขึ้น ต้นทุนต่ำลง สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ส่งผลให้องค์กรมีกำไรมากขึ้น
👏สงวนทรัพยากรมนุษย์ ให้แก่ประเทศชาติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งจะทำให้พนักงานบาดเจ็บ พิการ ทุพลภาพ หรือเสียชีวิตลงได้ ซึ่งเป็นการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญไปแต่ถ้าสภาพการทำงานมีความปลอดภัย จะเป็นการสงวนทรัพยากรไว้
👏เป็นปัจจัยในการจูงใจในการทำงาน การจัดสภาพการทำงานให้ปลอดภัย จะทำให้เป็นแรงจูงใจให้พนักงานเกิดความต้องการ และรู้สึกสนใจในงานมากขึ้น

👉ขวัญและกำลังใจในการทำงาน (Morale)
สภาพจิตใจของพนักงาน ความรู้สึกที่มีต่อองค์กรที่ปฏิบัติงานอยู่ ซึ่งวัดระดับความรู้สึกของพนักงานทำได้ยาก แต่สามารถสังเกตดูพฤติกรรม ความสำคัญของขวัญและกำลังใจ สามารถทำให้พนักงานมีความกระตือรือร้นในการทำงาน มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อองค์กร มีความสามัคคี มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ นำไปสู่จุดมุ่งหมายที่องค์กรกำหนดไว้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อขวัญกำลังใจของพนักงาน
👏คุณสมบัติและลักษณะของผู้บังคับบัญชา
👏ความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
👏รางวัลผลตอบแทน ผลประโยชน์จากกำไร
👏แผนและนโยบายขององค์กร
👏สภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานและบรรยากาศในการทำงาน
👏สุขภาพกายสุขภาพจิตของผู้ปฏิบัติงาน

ดังนั้นการจัดระดับขวัญและกำลังใจ สามารถจัดได้เป็นรายบุคคลว่ามีระดับขวัญและกำลังใจมากน้อยเพียงใด โดยใช้แบบทดสอบ แบบอัตนัย และแบบปรนัย การตรวจสอบขวัญและกำลังใจที่ใช้การสังเกตการณ์ สัมภาษณ์ เก็บประวัติและออกแบบสอบถาม

👉สิ่งแวดล้อม (Environment)
สิ่งที่อยู่รอบตัวเรา มีทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต เช่น อากาศ น้ำ ดิน ต้นไม้ สัตว์ ฯลฯ ซึ่งในการดำเนินธุรกิจโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและชุมชน

👉จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ (Ethics)
การดำเนินธุรกิจโดยไม่เอาเปรียบทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือ ลูกค้า ผู้จัดหาสินค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น คู่แข่ง ภาครัฐ สังคม และสิ่งแวดล้อม

💥จรรยาบรรณต่อลูกค้า (Customer) กำหนดราคา และคุณภาพสินค้า หรือบริการอย่างเหมาะสมไม่กักตุนสินค้า
💥จรรยาบรรณต่อผลิตภัณฑ์ (Product) สินค้ามีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
💥จรรยาบรรณต่อผู้จัดหาวัตถุดิบ (Supplier) การยืดระยะเวลาในการชำระบิล การกดราคา วัตถุดิบ ปิดบังข้อมูล
💥จรรยาบรรณต่อคู่แข่ง (Competitor) ไม่กลั่นแกล้งหรือให้ร้ายคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อมจรรยาบรรณต่อพนักงาน (Employer) จ่ายค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม ให้สวัสดิการที่ดี และให้ความเท่าเทียมกันกับพนักงานทุกคน สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี
💥จรรยาบรรณต่อผู้ประกอบธุรกิจ (Owner) มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่ขัดต่อผลประโยชน์นายจ้าง มีการแบ่งเงินปันผลให้เหมาะสม และถูกต้อง
💥จรรยาบรรณต่อหน่วยงานราชการ (Government) ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้ความร่วมมือ และสนับสนุน มีทัศนคติที่ดีต่อหน่วยงานราชการ
💥จรรยาบรรณต่อสังคม (Society) ไม่โฆษณา เพื่อหลอกลวงขายสินค้า และบริการในราคาที่ไม่เหมาะสม ไม่ขนส่งเกินน้ำหนัก
💥จรรยาบรรณต่อสิ่งแวดล้อม (Environment) ไม่ปล่อยของเสียต่าง ๆ สู่สิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เกิดมลภาวะและทำลายสิ่งแวดล้อม




💢ความสูญเสียในการเพิ่มผลผลิต
การเพิ่มผลผลิตได้สูงสุดนั้นจำเป็นต้องลดความสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบ

👉ความสูญเสียจากการผลิตมากเกินไป (Over Production)
การผลิตที่มากเกินไปจึงต้องมีการเพิ่มต้นทุน วัตถุดิบ และคลังเก็บ จนเกิดปัญหาเงินทุนจม เสียเวลาในการผลิต เพราะฉะนั้นการผลิตต้องพอดีและเหมาะสมกับความต้องการของตลาด

👉ความสูญเสียกระบวนการผลิตขาดประสิทธิผล (Non-Effective Process)
ไม่จัดลำดับกระบวนการผลิตที่เหมาะสม การทำงานซ้ำซ้อนและไม่เกิดมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ก่อให้เกิดการผลิตที่เปล่าประโยชน์เกินต้นทุนในการผลิต ควรที่จะปรับปรุงลำดับขั้นตอนการทำงานให้มีความจำเป็นในแต่ละขั้นตอน

👉ความสูญเสียจากการผลิตที่เสียหรือแก้ไขงาน (Defect/Rework)
ผลผลิตที่มีข้อบกพร่องไม่ตรงตามกำหนด ส่งผลให้ผลผลิตไม่มีคุณภาพ เกิดความล่าช้าในกระบวนการผลิต เสียเวลา สิ้นเปลืองวัตถุดิบและต้นทุนการผลิต จึงจำเป็นจะต้องตรวจสอบคุณภาพของผลผลิตและนำมาปรับปรุงแก้ไขว่าเกิดจากสาเหตุใดหรือจะเริ่มต้นการตรวจเช็คตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต ตลอดจนการส่งมอบว่าเกิดข้อบกพร่องตรงขั้นตอนใด และหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงต่อไป


👋ขอขอบคุ :                                                       👋สืบค้นเมื่อวันที :

💨http://www.thailandindustry.com     29 พฤศจิกายน 2560






วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560


❤ หลักการบริหารงานในองค์กร ❤


💢การบริหารงาน
การดำเนินงานเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้โดยอาศัยทรัพยากรหรือปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นต่อบริหารเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสุงสุดการบริหารและการพัฒนาองค์การถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการดำเนินงานให้เป็นผลสำเร็จกล่าวคือผู้บริหารไม่ใช่เป็นผู้ลงมือปฏิบัติแต่จะเป็นผู้ใช้ศิลปะในการทำให้ผู้ปฏิบัติทำงานจนสำเร็จตามจุดมุ่งหมายตามที่ผู้บริหารตั้งใจผู้บริหารยุคปัจจุบันต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่หลากหลายท้าทายและเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากจะต้องทำงานโดยมุ่งเน้นแก้ปัญหาที่ซับซ้อนตลอดเวลาต้องเผชิญกับการแข่งขันต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับต่างๆนับวันงานบริหารจะยิ่งยุ่งยากมากขึ้นอันเนื่องมาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดภาวะวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นลักษณะงานบริหารจึงไม่แน่นอนเสี่ยงกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและความหลากหลายต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเกิดภาวะที่ท้าทาย เหล่านี้ผู้บริหารก็ควรแสวงหาโอกาสและสร้างความได้เปรียบให้เกิดแก่องค์การ (เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส) โดยการมุ่งเน้นพัฒนาองค์การในรูปแบบต่างๆ อย่างเป็นระบบ โดยไม่คำนึงถึงตัวบุคคลแต่ให้พิจารณาที่ผลงานเป็นหลัก




💢ลักษณะสำคัญของการพัฒนาองค์การการ

พัฒนาองค์การจะมีลักษณะต่างๆ หลายประการ ซึ่งผู้บริหารระดับสูงและทีมที่ปรึกษาจะต้องพิจารณาควบคู่กันไป เช่น การพัฒนาจะมุ่งเน้นไปที่วัฒนธรรมขององค์การ (Organization Cultural), ค่านิยม (Value) และทัศนคติของบุคคลภายในองค์การ โดยการพัฒนาจะต้องกระทำเป็นระบบ เช่น ระบบโครงสร้างใหม่ ซึ่งจำเป็นจะต้องกระทำอย่างต่อเนื่องมีการสอดแทรกข้อคิด(Intervention) เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาจะต้องเริ่มที่ผู้บริหารระดับสูงสุดและคณะกรรมการบริหารจะต้องให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเพื่อวัดประสิทธิภาพที่ได้จากการพัฒนาองค์การการพัฒนาองค์การจะต้องใช้เทคนิคและเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อพัฒนาความสามารถของบุคคล และมุ่งขจัดความขัดแย้งในองค์การ 




💢การพัฒนาองค์การอย่างเป็นระบบ

ควรมีการสร้างแผนแม่แบบในการเปลี่ยนแปลง จะต้องมีการประเมินสถานการณ์ขององค์การเพื่อให้เห็นช่องว่างของความแตกต่างระหว่างองค์การในปัจจุบันกับองค์การที่ควรจะเป็นในอนาคตหลังจากนั้นจะต้องมีการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคขององค์การเพื่อที่จะนำจุดแข็งขององค์การมาผลักดันการพัฒนาองค์การโดยมีกลไกการควบคุมทิศทางที่แน่นอนการพัฒนาองค์การจะต้องพิจารณาว่าองค์การที่จะพัฒนาเป็นแบบเปิดหรือแบบปิด ถ้าเป็นองค์การแบบเปิดทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมแก้ปัญหาร่วมรับผิดชอบโดยเน้นที่เป้าหมายขององค์การเป็นหลัก ลักษณะโครงสร้างขององค์การจะเป็นแบบกว้างอาศัยการให้คำแนะนำมากกว่าสั่งการการบริหารงานลักษณะนี้ พนักงานจะมีความซื่อสัตย์และมีจิตสำนึกในความสำเร็จของงานมากกว่าตัวบุคคลแต่ถ้าหากองค์การเป็นแบบปิดหรือแบบระบบราชการการพัฒนาองค์การจะทำได้ยากลำบากทั้งนี้เนื่องมาจากมีการแบ่งงานตามหน้าที่ลักษณะงานซ้ำๆกันมีความรับผิดชอบตามหน้าที่ของหน่วยงานที่สังกัดอยู่มีสายการบังคับบัญชาในลักษณะแนวดิ่งยึดถือตัวบุคคลเป็นหลักไม่เน้นทีมงานและความสำคัญของงานลักษณะเช่นนี้พัฒนาได้ยากเนื่องจากมีแรงต้านมากเห็นแก่ญาติพวกพ้องครอบครัวผู้บริหารสูญเสียอำนาจมีความเกรงอกเกรงใจไม่สามารถบริหารงานให้บรรลุเป้าหมายได้สาเหตุที่องค์การจะต้องมีการพัฒนาเพื่อช่วยให้หน่วยงานมีกฎระเบียบน้อยลงและให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขจัดอุปสรรคในการติดต่อสื่อสารมุ่งเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์การและสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของสนับสนุนให้ทำงานร่วมกันระหว่างแผนกเพื่อเป้าหมายขององค์การที่สูงขึ้นนอกจากนั้นยังเกิดจากแรงผลักดันภายในและแรงผลักดันภายนอกที่ทำให้องค์การต้องพัฒนาแรงผลักภายในหมายความถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การเปลี่ยนโครงสร้างใหม่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมองค์การ ค่านิยม วัฒนธรรม ความอึดอัดในการทำงานความขัดแย้งในกฎระเบียบอัตราการเข้าออกของพนักงานสูงส่วนแรงผลักดันภายนอกได้แก่การเปลี่ยนแปลงในวงการธุรกิจเช่นการเปลี่ยนแปลงของตลาดการเปลี่ยนแปลงกำลังคนการขาดแคลนแรงงานการหันมาใช้เครื่องจักรการไม่สามารถบริการลูกค้าได้การเปลี่ยนผู้บริหารและการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้การพัฒนาองค์การจะต้องเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมดขององค์การ เช่น แรงงานคนโครงสร้างและระบบงานและปัญหาเทคโนโลยีโดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นตัวประกอบเช่นสังคมการเมืองและเศรษฐกิจโดยมีแรงผลักดันภายนอกและภายในเป็นตัวกระตุ้นให้มีการปรับโครงสร้างเดิมให้ เป็นโครงสร้างใหม่ 




💢ความจำเป็นในการพัฒนาองค์การ

การบริหารงานเพื่อการปรับเปลี่ยนองค์การจะต้องคำนึงถึงความเป็นจริงโดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีและความต้องการของคนการบริหารงานระบบนี้จึงไม่ค่อยยอมรับคุณค่าและวิธีการทำงานของคนเพราะสายการบังคับบัญชากำหนดไว้แน่นอนตายตัวว่าจากใครถึงใครการแบ่งงานจะแบ่งตามความชำนาญเฉพาะอย่างการบรรจุเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนั้นมีจำกัดแต่ละคนในหน่วยงานจึงใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของตนเพื่องานของตนมากกว่าเพื่องานส่วนรวม 





Worren G Bennis 
ชี้ให้เห็นว่าคนมีการศึกษาสูงระบบการสื่อสารเจริญก้าวหน้า เทคโนโลยีการผลิตและการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมืองบ่อยประชาชนได้มีส่วนร่วมการเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นขนาดขององค์การและความต้องการของผู้บริหารหรือสมาชิกในองค์การเพิ่มจำนวนมากขึ้นระบบการบริหารแบบเดิมเมื่อ 20 ปี ที่ผ่านมาไม่สามารถทำให้ทุกหน่วยขององค์การเจริญเติบโตได้เนื่องจากมีขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อนเสียจนไม่อาจให้บความซับซ้อนของเทคโนโลยีใหม่ๆก็เช่นกันจำเป็นต้องฝึกฝนให้บุคลากรมีความรู้ความสามารถในการประสานกิจกรรมภายใน องค์การให้มากขึ้นในแง่ของค่านิยมของคนเราจะพบว่าคนมีอิทธิพลต่อระบบการทำงานขององค์การและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริหารงานของผู้บังคับบัญชาอย่างมากเช่นคนในปัจจุบันมีแนวความคิดใหม่ๆสภาพแวดล้อมเป็นแรงจูงใจทำให้มีความคาดหวังว่าจะได้รับการตอบสนองทางจิตใจเพิ่มมากขึ้นแนวความคิดเกี่ยวกับอำนาจควรอยู่บนรากฐานของเหตุผลโดยอาศัยความร่วมแรงร่วมใจมากกว่าการกดขี่ข่มเหงทำให้เกิดความไม่กล้าและความเกรงใจ แนวความคิดเกี่ยวกับค่านิยมจะเปลี่ยนจากการมองคนเป็นเครื่องจักรให้กลายเป็นทำอย่างไรจึงจะทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุขการพัฒนาองค์การมิได้หมายถึงการพัฒนาแต่เฉพาะองค์การที่มีปัญหาเท่านั้นหากแต่องค์การที่มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่แล้วก็ควรได้รับพัฒนาให้เจริญยิ่งขึ้นเพราะเมื่อใดที่คิดว่าองค์การของตนมีความเจริญและมีการพัฒนาที่ดีแล้วจึงหยุดนิ่งก็เท่ากับว่ากำลังเดินถอยหลังตลอดเวลาผู้บริหารจึงควรมีการพัฒนาองค์การอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอโดยอาศัยหลักการดังนี้


👉กำหนดเป้าหมาย (Goal Sating)
ควรมีการประชุม อภิปราย เพื่อกำหนดนโยบายร่วมกันทั้งฝ่ายผู้บริหารและสมาชิกในองค์การอย่างชัดเจน และตรงไปตรงมา

👉ความเข้าใจในสถานการณ์ (Understand Relations) 
ต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกัน  เพราะความต้องการของบุคคลจะเป็นตัวอิทธิพลอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมการทำงาน

👉การปรับปรุงสัมพันธ์ภาพ (Improving Relations)
การมีสัมพันธ์ภาพที่ดีต่อกันในองค์การถือเป็นผลพลอยได้ขององค์การแต่ไม่ว่าคนในองค์การจะมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันหรือไม่ก็ตามควรได้รับการเปิดเผยเพื่อให้ต่างฝ่ายได้รู้ถึงปัญหาเมื่อรู้ถึงปัญหาทุกคนจะพยายามปรับตัวเข้าหากันและตั้งใจทำงานมากขึ้น


👉ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม
การดำเนินการ การแก้ปัญหา การตัดสินใจ การให้ความสนับสนุนและความร่วมมือทั้งนี้ควรคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลง การแก้ปัญหา ระบบการทำงานของมนุษย์ขึ้นอยู่กับดุลภาพของงาน (Balance of force) ภายในระบบของหน่วยงานนั้นๆ

👉Linking แนวยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์การ

ความสามารถในการโน้มน้าวคนในหน่วยงานให้มีความเข้าใจที่ดีต่อกันมากที่ (Linking) แนวยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์การ คือ ความสามารถในการโน้มน้าวคนในหน่วยงานให้มีความเข้าใจที่ดีต่อกันมากที่สุด 888





💢การเลือกขนาดขององค์การ (Choosing the span)
ผู้บริหารหรือผู้ประกอบการจะต้องศึกษาและพิจารณาถึงโครงสร้างขององค์การของตนเองว่ามีความซับซ้อนมากน้อย เพียงใด หรือมีสายการบังคับบัญชากี่ระดับชั้นซึ่งจะเป็นอุปสรรค์ต่อการรายงาน (Reporting) การปฏิบัติงาน (Operation) การสั่งการ (Directing) การควบคุม (Controlling) หรือไม่จำนวนชั้นเท่าไรจึงจะเหมาะสมเป็นที่คาดการณ์ได้ยาก Lyndall Urwick พบว่าสายการบังคับบัญชาที่มีขั้นตอนหรือระดับย่อยในการบังคับบัญชาที่ดีที่สุดคือ 4 ชั้น ส่วนระดับต่ำสุดขององค์การถูกมอบหมายให้รับผิดชอบต่อการทำหน้าที่เฉพาะหรือดูแลไม่ควรเกิน 8 หรือ  12 ชั้น ปัญหาของระดับชั้นขององค์การ (Problem with organization levels) มีแนวโน้มว่าการพิจารณาองค์การต้องวิเคราะห์ถึงประสิทธิภาพในการทำงานของแต่ละแผนกจากบนสุดถึงล่างสุดโดยวิธีการแบ่งกิจกรรมกันทำลดหลั่นลงมาโดยส่วนบนจะทำหน้าที่ในเรื่องของการวางแผนและการวิเคราะห์ส่วนล่างจะทำหน้าที่ในการปฏิบัติการถ้าสายการบังคับบัญชามีมากจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ขององค์การเช่นมีการใช้จำนวนบุคคลมากเกินไปทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการจ้างงานและยังต้องซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆมากมายเช่นเครื่องอำนวยความสะดวกในสำนักงานทำให้ต้นทุนดำเนินงานสูงขึ้นนอกจากนี้ยังทำให้การติดต่อสื่อสารไม่สะดวกเนื่องจากมีความซับซ้อนการสื่อความหมายอาจผิดพลาดไปจากที่ต้องการการควบคุมดูแลไม่ทั่วถึงทำให้แผนงานที่วางไว้ไม่ประสบผลสำเร็จแต่ถ้าองค์การมีการจัดระดับองค์การที่สั้นเข้าการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้บริหารกับพนักงานทำได้โดยตรงโอกาสสื่อความผิดพลาดก็จะมีน้อยการควบคุมให้พนักงานปฏิบัติตามแผนก็ง่ายปัจจุบันองค์การส่วนใหญ่มักจะมีการ reengineering ภายในองค์การเพื่อให้เกิดความทันสมัยกระชับรวดเร็วสามารถที่ปรับตนเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ทันการที่จะบอกว่าองค์การขนาดใดควรมีกี่ระดับชั้นการบังคับบัญชานั้นเป็นคำตอบที่ยากทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่มีผลกระทบกับปัจจัยมูลฐานเช่นความสามารถในการเรียนรู้การเข้ากับคนอื่นการสั่งการความซื่อสัตย์และการยอมรับนับถือ

👉การฝึกอบรม (Training of subordinates)
องค์การควรจะมีการฝึกอบรมผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเสมอเพื่อให้เกิดความชำนาญในการปฏิบัติงานนอกจากนี้ยังทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแต่การฝึกอบรมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะของงานที่ปฏิบัติอยู่ว่าเป็นงานลักษณะใดและขึ้นอยู่กับงบประมาณ

👉การมอบหมายอำนาจหน้าที่ต้องชัดเจน(Clarity of delegation of authority)
ผู้บริหารควรมอบหมายงานที่เห็นว่าสมควรให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้กระทำแทนและควรจะมอบหมายทั้งอำนาจและการตัดสินใจไม่ควรจะมอบแต่งานจะต้องมอบอำนาจให้เขาด้วยและการมอบหมายงานจะต้องชัดเจนว่าจะให้เขาทำอะไรและใช้เวลาในการทำนานเท่าไรแต่วิธีการทำควรให้เขาเป็นผู้คิดเองและควรให้คำแนะนำในกรณีที่เคยเกิดปัญหาหรือคาดว่าจะเกิดเท่านั้น

👉ความชัดเจนของแผน(Clarity of plan)
ผู้บริหารมีหน้าที่หลักในการวางแผนเพื่อจะได้วางแผนให้ครอบคลุมทุกสิ่งในองค์การไม่ว่าจะเป็นวัตถุประสงค์ ทรัพยากรต่างๆ อำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่าย กฎระเบียบต่างๆ ในองค์การ ผู้บริหารจะกำหนดไว้อย่างละเอียดและชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ปฏิบัติเกิดการสับสน

👉การใช้จุดประสงค์มาตรฐาน(Use of objective standard)
ผู้จัดการจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การให้แน่นอนและตั้งเป็นมาตรฐานเพื่อให้ผู้ปฏิบัติดำเนินการตามวัตถุประสงค์ได้อย่างถูกต้องแต่ในการกำหนดวัตถุประสงค์จะต้องสามารถปรับเปลี่ยนให้รับกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

👉เทคนิคการติดต่อสื่อสาร(Communication techniques)
ผู้บริหารควรมีทักษะในการติดต่อสื่อสารเพราะการมอบหมายงานจะประสบความสำเร็จ หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการสื่อความหมายและเทคนิคในการสื่อสาร องค์การขนาดใหญ่มักจะมีข้อผิดพลาดในเรื่องของการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนได้ ง่าย

👉จำนวนของการติดต่อระหว่างบุคคลในฝ่ายต่างๆ (Amount of personal contact needed)
ลักษณะโครงสร้างขององค์การแบบกว้างเหมาะสำหรับองค์การที่มีการติดต่อสื่อสารกันมาก ทั้งนี้เพราะจะช่วยให้ไม่เสียเวลาในการสื่อสารและยังลดความผิดพลาดลงได้

👉ความผันแปรของระดับขององค์การ(Variation by organization)
ระดับขององค์การอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกิจกรรมองค์การที่เพิ่มขึ้น เช่น มีการผลิตสินค้าหลายประเภทขึ้นองค์การก็จำเป็นจะต้องมีหน่วยย่อยต่างๆ เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในหน่วยผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ผู้บริหารจะต้องเข้าไปควบคุมสั่งการให้ทั่วถึงด้วยเพื่อไม่ให้เกิดจุดบกพร่อง กระบวนการบริหารปัจจัย ส่งผลเมื่อมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงระบบใดๆ ในองค์การ ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบอื่นในองค์การเสมอ มีผู้กล่าวว่าประสิทธิภาพของงานจะมุ่งตรงไปสู่ถนนที่ตัดผ่านการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนามักมีปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดในสิ่งต่อไปนี้


เกิดบทบาทและเป้าหมายใหม่ขึ้นในองค์การ   
การประเมินค่าของคนในองค์การสูงขึ้น   
การวินิจฉัยสถานการณ์จะได้มาจากการสังเกตจากคนหลายกลุ่ม   
เกิดการแสวงหาการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน   
เกิดการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม   
คนทุกคนในองค์การสามารถระบายความทุกข์ร้อนใจได้   
เกิดประสบการณ์ใหม่ขึ้น   
มีการประกาศเป้าหมายใหม่   
เริ่มมีการวางแผนเป็นระยะๆ   
สมาชิกเริ่มรู้ตัวเองว่ามีอะไรบ้างที่ตนยังไม่รู้   
ตัดสินใจร่วมกันและสำนึกดีว่า ต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ทำงานบนคน   
พบเป้าหมายที่เป็นจริง แต่ละคนมีความเสี่ยงมากขึ้น   
สามารถลบล้างระบบเก่า (Unfreezing) กลายเป็นเกิดสิ่งใหม่ๆขึ้น  




 👋ขอขอบคุณ :
💨https://zeenake.weebly.com

👋สืบค้นเมื่อวันที่ :
22 พฤศจิกายน 2560



❤ การจัดการงานอาชีพ ❤ 💢ความหมายของอาชีพ อาชีพ   คือ การทำมาหากินของมนุษย์เป็นการแบ่งหน้าที่การทำงานของคนในสังคมและทำให้ดำรงอาชีพใน...